• Fri. May 14th, 2021

แนะนำหนังซีรีย์ยอดฮิต 2020

มาตามดูให้จบ ครบทุกเรื่อง ก่อนมูฟออนไปสู่กองทัพซีรีส์เกาหลีอีกมากมายที่กำลังจะตามมา ติดตาม 'โพย Netflix' ตอนใหม่และตอนอื่นๆอีกมากมาย ได้ที่นี่

จอมขมังเวทย์ 2020 ภาคต่อที่คอย

ByAntone

Dec 25, 2020

จอมขมังเวทย์ ภาคแรกออกฉายในปี พุทธศักราช 2548 ผลงานการกำกับของปิยะพันธ์ ชูเพ็ชร์นำแสดงโดยฉัตรชัย เปล่งแสงพานิชและก็อัครา อมาตยกุล หนังแนวแอ็คชั่น ทริลเลอร์ที่หยิบเอาความเลื่อมใสทางไสยศาสตร์มารวมรวมกับหนังแนวสืบสวน พูดได้ว่าเป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ยังค้างอยู่ในความจำของแฟนภาพยนตร์ไทยจำนวนไม่น้อย

เกิดอะไรขึ้นในหนังภาคแรก

mark 1
ฤทธิ์ (ฉัตรชัย เปล่งแสงพานิช) อดีตนายตำรวจหน่วยพิเศษเคยจับฆาตกรที่มีความรู้และมีความเข้าใจแก่กล้าทางคาถา หนังเหนียวฟันแทงไม่เข้ามานับไม่ถ้วน แม้กระนั้นตัวเขาเองกลับถูกลงโทษคดีวิสามัญฆาตกรกระทั่งกลายเป็นนักโทษถูกขังลืมอยู่ในเรือนจำมืดแดนจำจองพิเศษ
10 ปีผ่านไปฤทธิ์ได้ล่องหนไปจากกรงขังแบบล่องหนได้ ทำให้พ.ท.ทศพล อดีตสหายนายตำรวจได้สั่งจับตายฤทธิ์ และก็มีคำบัญชามาถึงร้อยตรี สันติ (อัครา อมาตยกุล) ให้ตามทำคดีนี้ แต่ระหว่างตามหาตัวฤทธิ์ สันติกลับพบแม้กระนั้นเหตุการณ์แปลกเกี่ยวกับเรื่องของคุณไสยมนต์ดำ เช่นการปลุกเสกตะปูเข้าท้อง ฆาตกรที่คงกระพันหนังเหนียว แม้กระนั้นไม่ว่าจะลำบากมากแค่ไหนสันติก็ไม่หวาดกลัวและก็ขมักเขม้นที่จะจับฤทธิ์มาให้ได้ เมื่อเขารู้สึกตัวว่าตนเองบางทีอาจจะจำเป็นต้องเจอหน้ากับจอมขมังเวทย์ผู้ครอบครองคาถา วิถีทางเดียวที่จะสยบเขาให้ได้คือเป็นให้ “เหนือกว่าจอมขมังเวทย์”
กระทั่งผู้ชมในช่วงนั้นจำคำคมจากผู้แสดงของฤทธิ์ได้ว่า “เอ็งอย่าบ้าเหมือนข้าก็แล้วกัน” ได้อย่างไม่เสื่อมคลาย

เกิดอะไรบ้างใน จอมขมังเวทย์ 2020

mark 2
ท่ามกลางการสูญเสียครั้งใหญ่ของวิน(หมาก ปริญ) หนุ่มน้อยคนมีชีวิตรอดจากเหตุการณ์การฆาตกรรมกลับจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงความเลื่อมใสและก็เลื่อมใสที่มีต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ โดยมุ่งไปสู่ศาสตร์ลึกลับและก็คาถาเวทต่างๆเพื่อสืบเสาะหาและก็จัดการฆาตกรด้วยตนเอง แต่ยิ่งเขาสืบเสาะหาตัวฆาตกรเยอะแค่ไหน เขาก็ยิ่งถลำลึกสู่ด้านมืดมากขึ้นทุกครั้ง กระทั่งทำให้จำเป็นต้องเข้าไปพันพัวกับ “จอมขมังเวทในตำนาน” (นก ฉัตรชัย), “ผู้คลั่งพลังทำลายล้าง” (ก๊อต จิรายุ) และก็ “เจ้าลัทธิใหม่ที่ยุค” (นก สินจัย) ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมด้วยกันทั้งนั้น นี่คือการประจันหน้ากันครั้งสำคัญ ที่มีเลื่อมใสที่ตัวตนเป็นเดิมพันและก็คาถาปาฏิหาริย์เป็นตัวชี้ชะตา กำลังปะทุถึงจุดสุดยอด

นี่คือหนังภาคต่อ! ไม่ใช่รีเมค หรือรีบูต

mark 3
สำหรับเพศผู้กำกับต้อม-ปิยะชนิด ชูเพ็ชร์ ที่กำกับหนังภาคแรก ได้กล่าวว่าจอมขมังเวทย์ 2020 ไม่ใช่หนังรีเมค ไม่ใช่หนังย้อนอดีต เป็นหนังต่อภาคอย่างแท้จริง ซึ่งเขาได้รับช่องทางในการกลับมาสร้างเรื่องราวในโลกคาถาอีกครั้งโดยกลายเป็นผลึกเรื่องราวความเลื่อมใส ความเชื่อถือ และก็มุมมองทางด้านสังคมในแต่ละยุคที่ส่งต่อและก็เชื่อมโยงถึงกันมาใส่ไว้ในบทภาพยนตร์
ในมุมมองที่น่าดึงดูดของเพศผู้กำกับที่สะท้อนออกมาว่า “ภาคต่อกับขณะ” ถือเป็นแนวความคิดที่สำคัญไม่น้อย เนื่องมาจากทุกวันนี้แนวความคิดหัวข้อการต่อสู้ระหว่างความดีเลิศกับความหยาบช้านั้น มุมมองของคนเราก็เริ่มมีความแตกต่างมากเพิ่มขึ้น ในช่วงปัจจุบันที่เทคโนโลยีก้าวเข้ามามีบทบาทกับความคิด ความเลื่อมใสและก็ความเชื่อถือของคนเราก็เลยเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ผู้กำกับก็เลยเริ่มตั้งคำถามที่ว่า “ยุคนี้เขาเลื่อมใสอะไรและก็ยุคก่อนเลื่อมใสอะไร” กระทั่งเขาได้ไอเดียที่ว่าด้วยความแตกต่างระหว่างความเลื่อมใสของคนต่างช่วงเอามาสู่หลักสำคัญอะไรได้บ้าง
“ความคิดของการประจันหน้ากันเรื่องความเลื่อมใสของตน อะไรบางอย่างเรารู้สึกว่ามันโง่งมงาย แม้กระนั้นอันที่จริงแล้วมันอยู่ใกล้ๆรอบตัวเราหมดเลย เราแขวนพระ เราไปไหว้พระ เพื่อให้เรามีความรู้สึกว่าเรามีกำลัง เรามีเลื่อมใสในตนเองขึ้น สมัยก่อนเราไปบูชา แม้กระนั้นในขณะนี้มันหมายถึงเรื่องจิตวิญญาณ เรื่องอำนาจจิต เรื่องพลังจักรวาลอะไรอย่างงี้ อันนี้คือคอนเซปต์ที่เราเอ่ยถึงความเลื่อมใสของคนสองยุคมาพบกัน เราจะเชื่ออะไรมากยิ่งกว่ากัน ซึ่งมันก็จะเป็นเรื่องราวและก็กระบวนการของจอมขมังเวทแต่ละคนที่จะใช้ศาสตร์คาถา เวทมนตร์ ไสยศาสตร์ต่างๆมาต่อสู้กันตามความเลื่อมใสและก็เลื่อมใสของแต่ละคนเอง” ต้อม-ปิยะชนิด ชูเพ็ชร์ กล่าว

เพราะเหตุไรจำเป็นต้องใช้นักแสดงเบอร์ใหญ่ขนาดนี้
“จอมขมังเวทย์ 2020” เป็นการก้าวเข้าสู่โลกคาถาครั้งใหม่และก็เจอหน้าครั้งยิ่งใหญ่ของ “เหล่าจอมขมังเวท” มากมายคาแร็กเตอร์แบบนี้ “ความขลังทางการแสดง” ก็เลยเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ผู้กำกับจำเป็นต้องโฟกัสเป็นพิเศษไม่แพ้ด้านอื่นๆและก็ได้เลือกเฟ้น “กลุ่มนักแสดงขมังเวท” ซึ่งทีมงานตกลงใจใช้นักแสดงระดับแถวหน้าของแวดวงสนุกสนานไทย ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นจอหนังใหญ่หนแรกของ หมาก-ปริญ สุภารัตน์ การกลับมารับหน้าที่เดิมจากภาคที่แล้วของนก-ฉัตรชัย เปล่งแสงพานิช ก๊อต-จิรายุ ตันเครือญาติ กับบทคนหนุ่มที่เผลอไผลในศาสตร์มืด นก-สินจัย เปล่งพานิช กับการคืนจอใหญ่ในบทเจ้าแม่ลัทธิ! รวมไปถึงนักแสดงเลือดใหม่เช่น คิทตี้-ชิชา อมาตยกุล และก็ แพร์-พิชชาภา พันธุมจินดา โดยเหตุผลสำคัญที่สุดในการใช้ดาราเบอร์เต็งขนาดนี้ก็เนื่องจาก หนังปรารถนาความสามารถทางด้านการแสดงที่จะจำเป็นต้องเชือดเฉือนอารมณ์กัน เนื่องมาจากทุกผู้แสดงมีความสลับซับซ้อน น่าคลั่งไคล้และก็เป็นตัวละครที่มีความทะเยอทะยานทุกตัว
นอกจากนักแสดงเบอร์ใหญ่แล้ว งานวิธีพิเศษและก็ฉากแอ็คชั่นในหนังประเด็นนี้จัดเต็มและก็อัดแน่นไม่แพ้กัน ซึ่งบรรดาฉากต่อสู้ปล่อยพลังทางไสยเวทย์นั้น พูดได้ว่าเป็นฉากที่คนดูภาพยนตร์ไทยในปี 2019 ต้องจำอย่างไม่ต้องสงสัย!