• Sun. Oct 17th, 2021

แนะนำหนังซีรีย์ยอดฮิต 2020

มาตามดูให้จบ ครบทุกเรื่อง ก่อนมูฟออนไปสู่กองทัพซีรีส์เกาหลีอีกมากมายที่กำลังจะตามมา ติดตาม 'โพย Netflix' ตอนใหม่และตอนอื่นๆอีกมากมาย ได้ที่นี่

แด่เหงื่อทุกหยาด เลือดทุกหยด ‘เว็บบันทึก 6 ตุลา’ สดุดีความขบถ-หัวเชื้อสังคม มองคนเท่ากัน

ByAntone

Oct 6, 2021

แด่เหงื่อทุกหยาด เลือดทุกหยด ‘เว็บบันทึก 6 ตุลา’ สดุดีความขบถ-หัวเชื้อสังคม มองคนเท่ากัน

ตอนวันที่ 5 ต.ค. ในวาระครบรอบ 45 ปี เหตุการณ์ประวัติศาสตร์การบ้านการเมืองไทย 6 ต.ค. 2519 แฟนเพจ “บันทึก 6 ตุลา – Documentation of Oct 6” ได้เผยแพร่ข้อเขียนบอกประวัติศาสตร์ ภายใต้ชื่อชุด “5 ตุลาฯ ตะวันจะมาเมื่อฟ้าสาง” ตอน “แก่เหงื่อทุกหยาดและเลือดทุกหยดที่ไม่เคยสูญเปล่า” ผลสัมฤทธิ์จากการเคลื่อนไหวตอนปี 1516 -2519 ที่พสกนิกรจำเป็นต้องต่อสู้ให้ได้มา ความว่า
6october2
ความไม่เป็นธรรมกระจายไปทุกหนทุกแห่ง สะสมและซุกซ่อนมากมายว่าทศวรรษกระทั่งพสกนิกรทนไม่ไหว เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เป็นเหมือนเครื่องยืนยันว่าถ้าเกิดเราไม่ยินยอมยอมแพ้ ชัยก็ใช่ว่าจะไกลเกินเอื้อม และอาจเป็นเฉกเช่นเดียวกับความไม่ยุติธรรมในประเด็นอื่นๆ
6october3
พสกนิกรคนธรรมดาทั่วไป ลูกจ้าง ชาวไร่ชาวนา และนักเรียนนักศึกษาก็เลยลุกขึ้นมาขยับเขยื้อน จากที่ไม่เคยส่งเสียงก็ได้ส่ง จากที่ส่งอยู่แล้วหลังจากนั้นก็พร้อมที่จะผสานกันให้ดังขึ้นไปอีก ทั้งปวงนี้ทำอยู่บนรากฐานสำคัญเป็นเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมในแบบที่มนุษย์เหมาะจะได้รับ

เมื่อมวลชนไม่ลดละความเพียรพยายาม ความทุกข์ร้อนของหมู่ประชาก็เริ่มได้รับการแลเหลียวและสนองตอบ มากมายบ้างน้อยบ้างคละเคล้ากันไป และหลายๆครั้งก็แพงที่จำเป็นต้องจ่าย

#5ตุลาตะวันจะมาเมื่อฟ้าสาง ชักชวนทวนว่าตลอด 3 ปีที่ต่อสู้ การบรรลุผลที่เป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมมีอะไรบ้าง บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นและสิ้นสุดลง บางสิ่งบางอย่างยังคงเอาไปใช้อยู่ บางเรื่องถึงเวลาทวนเปลี่ยนแปลงให้กับยุคสมัย

ขอขอบคุณทุกความเพียรพยายาม ขอชมเชยทุกความผู้ทรยศต่ออำนาจและการไม่ยอมรับค่านิยมอันไร้เหตุผล ที่เป็นหัวเชื้อให้สังคมมองเห็นคนเป็นคนเท่ากัน

หากแม้จวบจนถึงวินาทีนี้จะมีอีกหลายสิ่งที่ยังคงจำเป็นต้องสู้กันต่อก็ตาม

@พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518@

#ความไม่ปกติที่เกือบจะเป็นปกติ
ค่าจ้างต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ทำงานต่อเนื่องกันกี่ชั่วโมงตามแต่ใจนายโดยไม่มีซึ่งมาตรฐานวันหยุด วันลา และเวลาพัก เป็นเรื่องผิดปกติที่เกือบจะกลายเป็นเรื่องปกติในช่วงต้นศตวรรษ 2500 เนื่องจากว่าเป็นกันอย่างนี้เกือบทุกหนที่

การเช็ดกกดขี่ของแรงงาน ไม่ได้หมายความเพียงว่านายโรงงานใดโรงงานหนึ่งไม่แลเหลียวลูกจ้างเพียงแค่นั้น แต่ต้นตอของประเด็นนี้สาวกลับไปได้ถึงหลักการของเมืองด้วย

จุดเริ่มของประเด็นนี้ย้อนไปตั้งแต่สมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรีที่เริ่มมีนโยบายผลักดันให้ต่างประเทศลงทุนในประเทศไทย การประกอบกิจการทุนต่ำเป็นแรงดึงดูดทุนระหว่างประเทศได้อย่างดีเยี่ยม และหนึ่งในวิธีที่ทำให้ทุนต่ำได้ก็คือการผลักภาระให้แรงงานทำงานมากเกินควร แลกกับค่าแรงที่ห่างไกลจากความสมเหตุสมผล

กดซ้ำๆยังไม่พอ รัฐบาลเห็นว่าจำเป็นต้องคุ้มครองการลุกขึ้นสู้ด้วย จอมพลสฤษดิ์ก็เลยออกประกาศคณะปฏิวัติที่เบรกการบังคับใช้ข้อบังคับที่ปฏิบัติภารกิจป้องกันสิทธิแรงงานอย่างกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ที่มีตั้งแต่ปี 2499 ด้วย

#พสกนิกรจำเป็นต้องลุกขึ้นสู้
หากแม้มีสิ่งที่ไม่อนุญาต แต่การต้านการกดขี่พร้อมปะทุเสมอ ลูกจ้างเริ่มนัดหยุดงานกันตั้งแต่ราวปี 2508 และรวมกลุ่มมากขึ้นเรื่อยๆและแล้วพลังของมวลชนก็ยากจะทัดทาน กระทั่งในปี 2515 รัฐบาลจำเป็นต้องเริ่มขยับ โดยได้ตั้งคณะกรรมการพินิจกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ และออกประกาศให้ค่าจ้างขั้นต่ำพอๆกับ 12 บาทต่อวันในกุมภาพันธ์ 2516 ถึงอย่างงั้นเรื่องก็ยังไม่จบ ต่อให้กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำที่เอาเข้าจริงๆก็เข้าเกณฑ์ต่ำมากมายเมื่อเทียบกับค่ายังชีพ แต่นายหลายรายก็หาได้ใส่ใจไม่

เมื่อระบอบเผด็จการสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 กระแสนัดหยุดงานเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมก็เลยเติบโตขึ้นเรื่อยนับแต่เหตุการณ์นั้นจนถึงปลายเดือนพฤศจิกา ยนมีการหยุดงานราว 180 ครั้ง และเพิ่มขึ้นอีกเป็น 300 ครั้งในเดือนต่อมา โดยปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นทั้งในกรุงเทพมหานคร และชนบท

ในเวลาต่อๆมา การประท้วงผ่านการหยุดงานไม่เพียงขยายวงกว้างในเชิงพื้นที่ แต่ยังเกิดขึ้นในหลากหลายประเภทธุรกิจการค้า ตั้งแต่โรงงานทอผ้า โฮเต็ล ยันธุรกิจการค้าสาธารณูปโภคของเมือง อีกทั้งยังเอามาสู่การก่อตั้งหน่วยงานลูกจ้างในรูปแบบสหภาพซึ่งทำให้การเคลื่อนไหวเป็นระบบและทรงอำนาจเยอะขึ้นเรื่อยๆ

กระทั่งในที่สุด รัฐบาลก็สัญญาที่จะพินิจข้อเรียกร้องของลูกจ้าง ซึ่งประกอบไปด้วยค่าชดเชยเมื่อออกจากงาน และการปรับค่าแรงงานแรงงานอย่างต่ำอันเอามาสู่การประกาศรับรองค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 20 บาทในเขตกรุงเทพมหานคร และบริเวณรอบๆในตุลาคม 2517 รวมทั้งการประกาศใช้พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นฉบับที่ใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน

พ.ร.บ.นี้กล่าวถึงการรับรองสิทธิเสรีภาพสำหรับเพื่อการรวมกลุ่มเป็นสหภาพ เพื่อพูดจาต่อรองกับนาย ทำให้แรงงานสามารถมีปากเสียงกับนาย และเรียกร้องให้เกิดการปรับสภาพการว่าจ้างที่เป็นธรรมได้

#พรบแรงงานสัมพันธ์ที่จำเป็นต้องไปต่อ
ขณะนี้เมืองไทยยังคงปรารถนาการลงทุนจากต่างประเทศ โดยใช้เรื่องแรงงานราคาถูกยอดเยี่ยมในแรงจูงใจสำคัญอยู่ ซึ่งไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ว่ากรุ๊ปหลักของแรงงานราคาถูกที่ว่าเป็นแรงงานระหว่างประเทศ

สิ่งที่ต้องการของแรงงานระหว่างประเทศถูกสะท้อนให้มองเห็นผ่านรายงานหลายฉบับ ดังเช่นว่า รายงานของธนาคารโลกปี 2559 ที่ระบุว่าเมืองไทยพึ่งพาแรงงานระหว่างประเทศถึงปริมาณร้อยละ 10 ของแรงงานทั้งปวง และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้คาดการณ์ว่าแรงงานระหว่างประเทศมีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจถึงปริมาณร้อยละ 4.3-6.6 ของสินค้ามวลรวมในประเทศปี 2560 ฯลฯ

ตัดภาพมาที่ข้อกำหนดกฎหมาย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 กล่าวถึงคุณลักษณะของผู้ตัดสินสหภาพแรงงานมีข้อกำหนดไว้ว่า ควรจะเป็นผู้มีเชื้อชาติไทยเพียงแค่นั้น

ช่วงเวลา 40 กว่าปีให้หลัง พ.ร.บ.นี้นำพาความเจริญก้าวหน้าที่จับจำเป็นต้องได้มาสู่แรงงานไทยทุกผู้ทุกคน ในเวลาเดียวกันข้อมูลที่เป็นปัจจุบันก็เป็นผู้เห็นเหตุการณ์ว่าถึงเวลาแล้วที่จำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมอีก พ.ร.บ.นี้ เพื่อสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริง

ตลอดหลายปีล่วงมาแล้ว เครือข่ายและหน่วยงานแรงงานไทยก็เลยอุตสาหะสนับสนุนให้รัฐบาลยืนยันสิทธิตามอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 กล่าวถึงสิทธิการรวมตัวและการเจรจาต่อรองโดยไม่มีการแบ่งแยกหรือเลือกปฏิบัติ ซึ่งในที่นี้รวมทั้งการรวมกลุ่มเป็นสหภาพของแรงงานระหว่างประเทศในไทยด้วย แม้ว่าจะยังไม่เป็นผลสำเร็จก็ตาม